วันศุกร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2556

CMS

ประวัติความเป็นมาของ CMS

                เริ่มต้นจาก อินเทอร์เน็ตได้ถือกำเนิดขึ้นมา โลกของเราก็เปลี่ยนแปลงไปมากมาย โดยเฉพาะเรื่องของการติดต่อสื่อสารที่ทำได้ด้วยความรวดเร็วยิ่งขึ้น และการพัฒนาของภาษาหรือซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ตก็เติบโตขึ้นมามากเช่นกัน
ถ้าจะกล่าวถึงเมื่ออดีต ภาษา HTML คงเป็นภาษาที่ยอดนิยมในการที่จะทำการสร้างเว็บเพจหรือเว็บไซต์ขึ้นมา แต่ต่อมาก็ได้มีการพัฒนาภาษาในการทำเว็บไซต์ขึ้นมาอีกมากมาย และภาษาที่นิยมมากตัวหนึ่งจนมาถึงปัจจุบันก็คือภาษา PHP เนื่องจากสามารถโหลดมาใช้งานได้ง่ายและมีตัวอย่างให้เลือกใช้มากมาย ซึ่งสิ่งนี้เองก็เป็นต้นกำเนิดของการทำเว็บไซต์แนวใหม่ที่เรียกว่า CMS

ความหมาย

           CMS ย่อมาจาก Content Management System เป็นระบบที่นำมาช่วยในการสร้างและบริหารเว็บไซต์แบบสำเร็จรูป โดยในการใช้งาน CMS นั้นผู้ใช้งานแทบไม่ต้องมีความรู้ในด้านการเขียนโปรแกรม ก็สามารถสร้างเว็บไซต์ได้ โดยที่ตัว CMS เองมีโปรแกรมประยุกต์ พร้อมใช้งานอยู่ภายในมากมาย

ลักษณะของ CMS

              ลักษณะเด่นของ CMS ก็คือ มีส่วนของ Administration panel (เมนูผู้ควบคุมระบบ) ที่ใช้ในการบริหารจัดการส่วนการทำงานต่างๆในเว็บไซต์ ทำให้สามารถบริหารจัดการเนื้อหาได้อย่างรวดเร็ว และเน้นที่การ จัดการระบบผ่านเว็บ (Web interface) ในลักษณะรูปแบบของ ระบบเว็บท่า (Portal Systems) โดยตัวอย่างของฟังก์ชันการทำงาน ได้แก่
- การนำเสนอบทความ (Articles)
- เว็บไดเรคทอรี (Web directory)
- หัวข้อข่าว (Headline)
- รายงานสภาพดินฟ้าอากาศ (Weather)
- เผยแพร่ข่าวสารต่างๆ (News)
- ข้อมูลข่าวสารที่น่าสนใจ (Information)

ประเภทของ CMS ในการสร้าง Website

1. Blog – บล็อก หรือ เว็บบล็อก เป็นเว็บประเภทหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสารรูปแบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการประกาศข่าว การแสดงความคิดเห็น การเผยแพร่ผลงาน ฯลฯ
2. E-Commerce (อีคอมเมิร์ซ) – เป็น CMS ส่วนของการทำร้านค้า Online สามารถที่จะใช้ในการซื้อของ ซึ่งสามารถที่จะเพิ่มรายการสินค้า ราคา ทำหน้าร้านได้ กำลังได้รับความนิยมขึ้นมาเรื่อยๆ
3. E-Learning เป็น CMS ที่ใช้ในการทำงานสื่อการเรียนการสอน หรือ CAI แต่สามารถที่จะทำเป็นระบบ Online ได้ เหมาะสำหรับ กระเป๋านักเรียน ครู คณาจารย์ หรือสถานศึกษาต่างๆ สามารถสร้างแบบทดสอบต่างๆได้
4. Forums (กระดานข่าว) – เป็น CMS ที่ใช้ในการตั้งกระทู้ถามตอบปัญหาหรือทำเป็นชุมชนต่างๆ โดยจะมีการแบ่งเป็นหัวข้อหรือหมวดต่างๆ ตามความสนใจของผู้เข้าชม
5. Groupware – เป็น CMS ที่ออกแบบมาเพื่อที่จะช่วยการทำงานในองค์หรือหน่วยงานให้มีความสัมพันธ์กัน และมีความรวดเร็วในการทำงาน สามารถทำงานเป็นทีมและควบคุมการทำงานได้
6. Image Galleries – เป็น CMS ที่กำลังได้รับความนิยมอีกตัวหนึ่งเลยก็ว่าได้โดย CMS ประเภทนี้จะใช้ในการจัดการอัลบั้มภาพหรือทำ Galleries ก็จะมีฟังก์ชันในการใช้งานโดยการแบ่งเป็นหมวดหมู่ของภาพ สามารถกำหนดขนาดภาพ ขนาดไฟล์ หรือบางตัวสามารถที่จะทำการย่อภาพลงมาตามที่กำหนดได้เอง

รูปแบบการทำงานของ CMS

           มีการแบ่ง CMS นั้นอยู่หลายรูปแบบด้วยกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับประโยชน์ที่ใช้แบ่งตามรูปแบบการพัฒนาCMS เพื่อการค้าขาย เป็นการสร้างขึ้นมาเพื่อการค้าขาย จะเป็นรูปแบบที่มีการพัฒนาที่มีความสามารถที่ดีและหลากหลายด้วย CMS แบบฟรีแวร์เป็นการสร้างเพื่อประโยชน์แก่สาธารนะชนโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆในการใช้งานเป็นเภทนี้ในปัจจุบันก็มีความสามารถที่หลากหลายเช่นกันเพราะโปรแกรมเมอร์ที่เข้ามาพัฒนานั้นได้ร่วมกันสร้างในมีความสามารถที่ดีและมีหลายชื่อ และความสามารถที่แตกต่างกัน CMS ที่พัฒนาขึ้นเพื่อใช้งานเองหรือภายในองค์กร ในหลายอย่างที่ต้องการ CMS ที่มีความสามารถเฉพาะทาง จำต้องมีการพัฒนาเอง

การประยุกต์ใช้กับการศึกษา

           ระบบ CMS สามารถนำมาประยุกต์ในงานต่างๆ ได้หลากหลาย ในด้านการศึกษา สามารถใช้ในการสร้างเว็บไซต์สถาบันการศึกษา อีกทั้งยังช่วยในเรื่องของระบบ E-Learning เป็น CMS ที่ใช้ในการทำงานสื่อการเรียนการสอน หรือ CAI แต่สามารถที่จะทำเป็นระบบ Online ได้ เหมาะสำหรับ เป็น กระเป๋านักเรียน ครู คณาจารย์ หรือสถานศึกษาต่างๆ สามารถสร้างแบบทดสอบต่างๆได้ ทำให้เกิดความสะดวกสบาย ในการเรียนการสอนทำให้เกิดประสิทธิภาพได้อย่างเต็มที่

ข้อดีของ CMS

1.ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องมีความรู้เรื่องการทำเว็บไซต์ เพียงแค่เคยพิมพ์ หรือเคยโพส ข้อความใน อินเทอร์เน็ต ก็สามารถมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองได้
2.ไม่เสียเวลาในการพัฒนาเว็บไซต์ ไม่เสียเงินจำนวนมาก
3.ง่ายต่อการดูแล เพราะมีระบบจัดการทุกอย่างให้เราหมด
4.มีระบบจัดการที่เราสามารถหามาใส่เพิ่มได้มากมาย อย่างเช่น ระบบแกลลอรี่
5.สามารถเปลี่ยนหน้าตาเว็บไซต์ได้ง่ายๆ เพียงแค่โหลดทีม (Theme) ของ CMS นั้นๆ

ข้อเสียของ CMS

1.ในกรณีที่ผู้ใช้ต้องการออกแบบทีม (หน้าตาของเว็บ) เอง จะต้องใช้ความรู้มากกว่าปรกติ เนื่องจาก CMS มีหลายๆระบบมารวมกันทำให้เกิดความยุ่งยาก สำหรับผู้ที่ไม่มีความรู้
2.ผู้ใช้จะต้องศึกษาระบบ CMS ที่ผู้พัฒนาสร้างขึ้นมา เช่นจะต้องใส่ข้อความลงตรงไหน จะต้องแทรกภาพอย่างไร ซึ่งจะลำบากเพียงแค่ช่วงแรกเท่านั้น
3.ในการใช้งานจริงนั้นจะมีความยุ่งยากในการ set up ครั้งแรกกับ web server แต่ปัจจุบันก็มีผู้บริการ web server มากมายที่เสนอลงและ set up ระบบ CMS ให้ฟรีๆโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

Learning Management System (LMS)

ความหมาย

                LMS เป็นคำที่ย่อมาจาก Learning Management System หรือระบบการจัดการเรียนรู้ เป็นซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่บริหารจัดการเรียนการสอนผ่านเว็บ จะประกอบด้วยเครื่องมืออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้สอน ผู้เรียน ผู้ดูแลระบบ โดยที่ผู้สอนนำเนื้อหาและสื่อการสอนขึ้นเว็บไซต์รายวิชาตามที่ได้ขอให้ระบบ จัดไว้ให้ได้โดยสะดวก ผู้เรียนเข้าถึงเนื้อหา กิจกรรมต่าง ๆ ได้โดยผ่านเว็บ ผู้สอนและผู้เรียนติดต่อ สื่อสารได้ผ่านทางเครื่องมือการสื่อสารที่ระบบจัดไว้ให้

ลักษณะของ LMS

              เป็นคอมพิวเตอร์โปรแกรมที่ออกแบบมาเพื่อบันทึกและจัดข้อมูลการเรียนการสอนโดยโปรแกรมจะทำหน้าที่ตรวจสอบการเข้ามาใช้บทเรียนและออกจากบทเรียนของผู้เรียนตรวจสอบความก้าวหน้าของผู้เรียนในแต่ละบทรวมทั้งการเก็บรวบรวมและวิเคราะห์คะแนนสอบของผู้เรียนแต่ละคนด้วยตัวเอง LMS ก็เปรียบเสมือนกับโรงเรียนเมื่อคุณล็อกอินเข้าสู่ระบบ LMS เพื่อเข้าเรียนก็เหมือนกับคุณก้าวเท้าเข้าสู่ประตูโรงเรียนคุณสามารถทำอะไรก็ได้ใน LMS เหมือนกับที่คุณทำได้ในโรงเรียนไม่ว่าจะเป็นการเลือกวิชาที่จะลงเรียน การเข้าไปอ่านเนื้อหาของบทเรียน ทำแบบฝึกหัด ทำแบบทดสอบและมีปฏิสัมพันธ์กับอาจารย์ผู้สอนหรือนักเรียนคนอื่นๆ อาจารย์ผู้สอน, ผู้ดูแลระบบ, ผู้จัดการ สามารถสังเกตดูพฤติกรรมการเข้าเรียนของคุณผ่านข้อมูลที่ได้ถูกบันทึกไว้ในฐานข้อมูลของ LMS

ประเภทของ LMS

                LMS สามารถแบ่งออกเป็นสองประเภทด้วยกันตามการใช้งาน ประเภทแรกคือ กลุ่มซอฟท์แวร์ฟรี (Open Source LMS) ที่มีลิขสิทธิ์ในการใช้งานแบบ GPL ส่วนประเภทที่สองคือ กลุ่มซอฟต์แวร์เอกชนเพื่อธุรกิจ ซึ่งต้องเสียค่าลิขสิทธิ์ให้กับบริษัทแม่ซึ่งเป็นเจ้าของซอฟท์แวร์ LMS พวกนี้
1.กลุ่มซอฟท์แวร์ฟรี (Open Source LMS) ที่มีผู้ใช้งานจำนวนมาก ได้แก่
• Moodle (www.moodle.org) (แพร่หลายมากที่สุด)
• ATutor (www.atutor.ca)
2.กลุ่มซอฟร์แวร์เอกชนเพื่อธุรกิจ ที่มีผู้ใช้งานจำนวนมาก ได้แก่
• Dell Learning System (DLS) (www.dell.com)
 • De-Learn (www.de-learn.com)

รูปแบบการทำงานของ LMS

                สำหรับผู้ใช้งานในระบบ LMS นั้นสามารถที่จะแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ด้วยกัน คือ
1. กลุ่มผู้บริหารระบบ (Administrator) ทำหน้าที่ในการติดตั้งระบบ LMS การกำหนดค่าเริ่มต้นของระบบ การปรับแต่งระบบ การเปลี่ยนแปลงรูปแบบฉากหลังเว็บ การเพิ่มเติมโปรแกรมอิสระ เป็นต้น
2. กลุ่มอาจารย์หรือผู้สร้างเนื้อหาการเรียน (Teacher) : ทำหน้าที่ในการจัดการเนื้อหา บทเรียนต่างๆ เข้าระบบ
3. กลุ่มผู้เรียน (Student) : หมายถึงนักเรียน นักศึกษา ที่สมัครเข้าเรียนตามหัวข้อต่าง ๆ รวมทั้งการทำแบบฝึกหัด

การประยุกต์ใช้กับการศึกษา

          ปัจจุบันการเรียนการสอนได้มีการพัฒนา E-Learning มาใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยมีการสร้าง Software การบริหารจัดการการเรียนการสอนในรูปแบบ E-Learning ขึ้นมากมายทั้งที่เป็น Open Source หรือเป็น software ที่มีลิขสิทธิ์ ต่างๆ ซึ่งในการพัฒนาระบบ E-Learning ในปัจจุบัน ได้นำ“ระบบบริหารจัดการเรียนการสอนที่เรียกว่าระบบแอลเอ็มเอส (LMS)” หรือซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่บริหารจัดการเรียนการสอนผ่านทางเว็บไซต์ ดังนั้น การนำระบบแอลเอ็มเอส (LMS) มาประยุกต์ใช้จะทำให้เกิดคุณภาพและเพิ่มประสิทธิภาพ ในด้านการเรียนการสอนมากยิ่งขึ้น

ข้อดีของ LMS

1.ระบบจัดการเรียนรู้ในปัจจุบัน ครอบคลุมเครื่องมือที่หลากหลายขึ้นมาก
2. รายการของเครื่องมือบนระบบการจัดการการเรียนการสอนที่ใช้ในการประเมินมีการจัดระบบที่ไม่สลับซับซ้อน
3. การพัฒนาระบบการจัดการการเรียนการสอนในปัจจุบันยังครอบคลุมในด้านของคุณภาพของเครื่องมือบางประเภทด้วย
4. การเรียนการสอนส่วนใหญ่ในขณะนี้สามารถนำไปเชื่อมต่อกับระบบอื่นๆ
5. ผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดระบบฯ มาพัฒนา หรือปรับใช้ได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

ข้อเสียของ LMS

1. เครื่องมือต่างๆ ที่มีการพัฒนายังไม่สามารถสนับสนุนการจัดการเรียนรู้เป็นไปตามหลักทางครุศาสตร์
2. ทางด้านการจัดการเรียนการสอน รวมทั้งยังไม่ยืดหยุ่นเพียงพอสำหรับความต้องการของผู้สอน
3. จึงทำให้การจัดการเรียนรู้ด้วยระบบฯ ที่ได้พัฒนาขึ้นมักอยู่ในลักษณะซ้ำๆ

e-Portfolio

 ความหมาย

              ระบบที่ช่วยในการสร้างและเผยแพร่แฟ้มสะสมงาน (Portfolio) ในระบบ Online ผ่านทาง Internet สำหรับบุคคลและองค์กรต่างๆที่ต้องการสะสมผลงานเป็นการนำเสนอเอกลักษณ์ ปรัชญา เป้าหมาย ทักษะ ความสามารถ ผลงานของเจ้าของผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ข้อมูลและเนื้อหาสาระมาจากแฟ้มผลงาน (hard copy portfolio) เพื่อเก็บไว้เป็นข้อมูลสำหรับการนำเสนอตรวจสอบการเรียนรู้หรือการทำงานว่าประสบความสำเร็จในระดับใด โดยใช้เทคนิคการนำเสนอแบบ web

ลักษณะแฟ้มสะสมงาน (Portfolio)

แฟ้มสะสมงาน (Portfolio) สามารถแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ คือ
1. เครื่องมือสาหรับการเรียนรู้ โดยใช้บันทึกสิ่งที่เรียนรู้ การแสดงความคิดเห็นที่เกิดจากการทางาน การค้นคว้าข้อมูล
2. เครื่องมือที่สาหรับแสดงสมรรถนะ แสดงความเชี่ยวชาญ ความรู้ ทัศนะและทัศนคติของเจ้าของแฟ้มในงานของตน
3. เครื่องมือสาหรับการประเมินทั้งการประเมินความก้าวหน้า (formative evaluation) ประเมินกระบวนการทางานและการประเมินผลลัพธ์ (summative evaluation) ประเมินผลงานที่เป็นผลจากการดำเนินงาน การประเมินจะต้องแสดงให้เห็นทั้งจุดอ่อนและจุดแข็ง สาหรับวางแผนการพัฒนาสมรรถนะในอนาคต

องค์ประกอบของแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์

การสร้างแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ ประกอบด้วย 6 ส่วน ดังนี้
1. จุดมุ่งหมายของแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์
2. เนื้อหาของแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์
3. การพัฒนาแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์
4. การประเมินตนเอง
5. ระบบการจัดการอิเล็กทรอนิกส์
6. การประเมินผลแฟ้มสะสมงานเล็กทรอนิกส์

การประยุกต์ใช้กับการศึกษา

นักเรียน
* ตู้โชว์ความสำเร็จบนหน้าเว็บ
* รวบรวมและสะท้อนให้เห็นถึงการทำงานของนักเรียน
* แลกเปลี่ยนประสบการณ์การศึกษาและการทำงานของนักเรียน
* สร้างงานแบบไดนามิก
* สร้างแผนของการศึกษาออนไลน์และการทำงานกับที่ปรึกษาของนักเรียน
อาจารย์ผู้สอน
* สร้างโครงการ/ผลงานที่มีเกณฑ์การให้คะแนน
* สร้างโครงการร่วมกับอาจารย์ผู้สอนรายวิชาอื่น
* สามารถทำงานออนไลน์ ให้นักศึกษาความเห็นและให้คะแนนได้ 
* สร้างแฟ้มผลงานที่ส่งเสริมการเรียนการสอนสำหรับผู้เรียน
* ตู้โชว์ความสำเร็จ
สถาบันการศึกษา
* เก็บงานของนักเรียน เพื่อการประเมินผล
* เลือกทำงานแบบสุ่มและไม่ระบุชื่อ
* ใช้เกณฑ์การให้คะแนนตามผลงานที่ปรากฏ
* สร้างรายงานผลการจัดการเรียนการสอนได้สะดวกและง่ายยิ่งขึ้น
* ส่งออกข้อมูลดิบสำหรับการวิเคราะห์ต่อไป
ข้อดีของ e-Portfolio
1. ลดการใช้ทรัพยากรสานักงาน เช่น กระดาษ หมึกพิมพ์ เป็นต้น
2. สะดวกต่อการบริหารจัดการ สามารถส่งข้อมูลที่เป็นทั้ง ภาพ เสียงและภาพเคลื่อนไหว ได้ทุกที่ ทุกเวลา
3. สะดวกสาหรับผู้บริหารในการพิจารณาผลการประเมินสมรรถนะของบุคลากรในสายบังคับบัญชา
4. นำเสนอผลงานซึงสามารถจัดแสดงผลงานได้อย่างตรงจุดในสิ่งต้องการ นำเสนอ
5. เข้าถึงผลงานได้โดยสะดวกและการจัดระบบผลงานทำให้ประหยัดเนื้อที่ที่เก็บผลงาน
6. เก็บสะสมผลงานได้หลายรูปแบบ ทั้งรูปภาพ เสียง วิดีโอ ข้อความ สื่อ มัลติมีเดียต่างๆ
7. แก้ไขและปรับปรุงแฟ้มสะสมผลงานได้อย่างสะดวก
8. เชื่อมโยงข้อมูลผลงานโดยสามารถอ้างอิงผลงานร่วมกันได้
ข้อจำกัดของ e-Portfolio
1. การแก้ไข e-Portfolio ในทุกครั้งต้องทำการแก้ไขบนเว็บไซต์ที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต
2. ผู้ชมที่ไม่มีความรู้เรื่องอินเตอร์เน็ตและคอมพิวเตอร์ ไม่สามารถเข้าชม e-Portfolio ได้
3. ผู้เรียนและผู้สอน มีความรู้ในการใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต
4. ผู้เรียนบางคน ไม่สามารถทำ e-Portfolio ด้วยตนเองได้

วันศุกร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2556

U-Learning

ประวัติ U-Learning

          นายบิล เกตส์ แห่งบริษัทไมโครซอฟต์ยังได้กล่าวถึงความสำคัญวิวัฒนาการจากการเรียนในลักษณะ E-Learning สู่ U-Learning ซึ่งหมายถึง การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัวเราโดยอาศัยการสร้างสิ่งแวดล้อมในการเข้าถึงการเรียนรู้ได้อย่างอิสระดังนั้นการเรียนแบบ U-Learning จึงสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลาและโดยทุกเครื่องมือในการเข้าถึงการเรียนรู้โดยไม่จำกัดเฉพาะการเข้าถึงโดยมีเครื่องมือ เช่น โน้ตบุ๊ก PDA หรือ มือถือประเภทต่างๆเป็นต้นที่มีการเชื่อมต่อกับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของการประยุกต์ใช้ไอทีในด้านการศึกษาไว้ว่าประโยชน์สูงสุดของไอทีได้แก่การนำไอทีมาใช้เพื่อการศึกษาเรียนรู้
ความหมาย U-Learning
              -Learning มาจากคำว่า Ubiquitous Learning ซึ่งเป็นภาษาลาตินมีความหมายว่าอยู่ในทุกแห่งหรือ มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง ซึ่ง U-Learning เป็นการผสมผสานกันของ E-Learning กับ M-Learning เป้าหมายให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ตามกระบวนการของ E-Learning โดยใช้อุปกรณ์ที่เป็นทั้งเครื่อง PC ที่มีระบบเครือข่ายทั้งชนิดใช้สายและไร้สายผสมผสานไปกับอุปกรณ์อื่น
ลักษณะของ U-Learning
             1.  Anywhere, Anytime and Anybody คือ ผู้เรียนจะเป็นใครก็ได้มาจากที่ใดก็ได้และเรียนเวลาใดก็ได้ตามความต้องการของผู้เรียนเพราะหน่วยงานได้เปิดเว็บไซต์ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง
             2.  Multimedia สื่อ ที่นำเสนอในเว็บประกอบด้วยข้อความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหวและเสียง ตลอดจนวีดิทัศน์อันจะช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ของผู้เรียนได้เป็นอย่างดี
               3.  Non-Linear ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนเนื้อหาที่นำเสนอได้ตามความต้องการ
                4.  Interactive ด้วยความสามารถของเอกสารเว็บที่มีจุดเชื่อม Links ย่อมทำให้เนื้อหามีลักษณะโต้ตอบกับผู้ใช้โดยอัตโนมัติอยู่แล้วและผู้เรียนยังเพิ่มส่วนติดต่อกับวิทยากรผ่านระบบเมล์ทำให้ผู้เรียนกับวิทยากรสามารถติดต่อกันได้อย่างรวดเร็ว


รูปแบบการทำงานของ U-Learning
                1. Common Store สามารถแบ่งรายละเอียดออกเป็น 2 กลุ่มที่สำคัญ คือ
                - กลุ่มแรก ได้แก่ Learning objects และ Learning tasks เป็นส่วนที่ใช้เป็นสื่อในการเรียนรู้ประกอบด้วย ข้อความ รูภาพ เสียง วิดีโอ เว็บไซต์ สื่อนำเสนอต่างๆ
                - กลุ่มที่สอง ได้แก่ Learning, exposition learning communications และ administrative functions เป็นส่วนที่พัฒนาขึ้นด้วยโปรแกรมอย่างเฉพาะเจาะจง เพื่อใช้ในการบริหารจัดการและควบคุมการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
              2. Filtering criteria เป็นส่วนที่ใช้ในการตรวจสอบข้อมูลที่ส่งมาจาก Common Store แล้วทำการวิเคราะห์เพื่อให้ทราบว่ากำลังสื่อสารไปยัง Desktop หรือ Mobile
               3. Rendering criteria เป็นส่วนที่ทำงานต่อมาจากส่วน Filtering criteria เพื่อทำการเลือกวิธีการนำเสนอให้เหมาะสมกับสื่อที่แตกต่างกันข้อมูลเดียวกันที่ถูกส่งไปยัง Desktop และ Mobile จะสามารถนำเสนอได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ แต่อาจมีลักษณะที่แตกต่างกันไปตามขนาดของจอแสดงผล
การประยุกต์ใช้กับการศึกษา U-Learning
               การเรียนการสอนแบบ U-Learning ในประเทศไทยในปัจจุบันยังไม่เหมาะสมเนื่องจากเป็นการจัดการเรียนการสอนที่ใช้เงินลงทุนสูงถึงแม้ว่าปัจจุบันระบบ GPS และอุปกรณ์สื่อสารที่เรียกว่า PDA จะแพร่หลายโดยทั่วไปแต่ราคาก็ยังค่อนข้างสูงนอกจากนั้นผู้เรียนยังต้องมี sensor ที่สามารถตรวจจับขณะเรียนซึ่งมีราคาสูงเกินไปกว่าที่จะนำมาใช้ลงทุนเพื่อการเรียนในระดับบุคคลได้
U-Learning ไม่ใช่ E-Learning ที่มีแต่เครื่องคอมพิวเตอร์และสาย LAN หรือ GPRS ซึ่งส่งภาพและข้อความให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเองในระยะไกลแต่ Ubiquitous เป็นการเข้าถึงอารมณ์และความรู้สึกของผู้เรียนว่ามีอุปสรรคต่อการทำความรู้และความเข้าใจหรือไม่เพื่อจะได้ให้ข้อมูลเสริมหรือการช่วยด้วยวิธีการอื่นๆที่เหมาะสมตามบริบทการจะเข้าถึงสภาพแวดล้อมเช่นนั้นได้ยังเป็นเทคโนโลยีนำเข้าที่แพงเกินไปสำหรับการเรียนการสอนในประเทศไทย

ข้อดีของ U-Learning
-     การเชื่อมต่อกับเครือข่ายไม่ว่าผู้ใช้งานจะเคลื่อนย้ายไปยังสถานที่ต่างๆ
-     การให้บริการที่สามารถเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ทั้งสถานที่และอุปกรณ์
-    การบูรณาการ U-learning นั้นทำให้เกิดประโยชน์ต่อประสบการณ์การเรียนแบบกลางแจ้ง (outdoor) และการเรียนในร่ม (indoor) ตัวอย่างการเรียนกลางแจ้งได้แก่ในส่วนศูนย์กลางของเมือง ในป่า ส่วนการเรียนในร่ม ได้แก่ ในพิพิธภัณฑ์ศูนย์การเรียนรู้ ห้องปฏิบัติการหรือที่บ้าน

ข้อจำกัดของ U-Learning
-     ระบบเชื่อมโยงเครือข่ายเพื่อให้ครอบคลุมถึงขนาด Ubiquitous  ต้องใช้การลงทุนสูงมาก
-     จำนวนผู้ใช้บริการและผู้ที่มีความสามารถในการเข้าถึงเทคโนโลยีดังกล่าวยังน้อยไม่คุ้มค่าการลงทุน

สมาชิกกลุ่ม
นางสาวดารินทร์ เรืองทองดี            534116236
นายประสิทธิ์พร   มาตรพรหม           534116221
นางสาวสุดารัตน์ คำโคตรสูนย์         534116234
นางสาวสุนันท์     อ่อนอ่ำ                 534116236
นางสาวเจนจิรา   ปุ่มเพชร                534116250
หมู่เรียน  53/25



M-Learning


                                    http://mlearning.wu.ac.th/moodle145/login/index.php
      

           ประวัติ  M-Learning
               M-Learning นั้นมีแนวโน้มที่จะเป็นช่องทางใหม่ที่จะกระจายความรู้สู่ชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและจะเป็นทางเลือกใหม่ที่ส่งเสริมให้การเรียนรู้ตลอดชีวิตมีผู้ใช้โทรศัพท์มือถือทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้ M-Learning เป็นสิ่งที่น่าสนใจของนักการศึกษาเพราะ M-Learning เป็นเทคโนโลยีของการรับส่งข้อมูลผ่านระบบไร้สายก็มีการพัฒนามากขึ้น ดังนั้นการเรียนรู้แบบ M-Learning จึงมีโอกาสเป็นไปได้สูงและเป็นการขยายโอกาสทางการศึกษาอีกแขนงหนึ่ง
ความหมาย  M-Learning
การผสานกันระหว่างเทคโนโลยีของอุปกรณ์พกพาต่างๆและ E- Learning ทำให้เกิด              Mobile Learning หรือ M-Learning              
                1. Mobile หมายถึง อุปกรณ์คอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือและเครื่องเล่นหรือแสดงภาพที่พกพาติดตัวไปได้
                2. Learning หมายถึง การเรียนรู้ เป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมซึ่งการเรียนรู้เกิดขึ้นได้เมื่อมีการแสวงหาความรู้ การพัฒนาความรู้ ความสามารถของบุคคลให้มีประสิทธิภาพดีขึ้นรวมไปถึงกระบวนการสร้างความเข้าใจและการถ่ายทอดประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อบุคคล
ลักษณะของ  M-Learning
เป็นการเรียนทางไกลและเวลาที่ไม่ตรงกันระหว่างครูและนักเรียนการเรียนแบบอิเล็กทรอนิกส์ วิธีการใหม่ของการศึกษาทางไกลที่มีพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสารเทศที่ประกอบด้วยเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีโทรคมนาคมเป็นการเรียนรู้ที่ครูและนักเรียนสามารถติดต่อกันได้จากที่ห่างไกลในเวลาเดียวกันได้
รูปแบบการทำงานของ M-Learning
M- Learning คือ การเรียนรู้โดยใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์แบบพกพาที่เชื่อมต่อกับข้อมูลแบบไร้สาย ซึ่งคอมพิวเตอร์แบบพกพานี้ในปัจจุบันมีอยู่มากมายซึ่งสามารถจัดเป็นประเภทของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์แบบพกพาได้ 3 กลุ่มใหญ่ คือ 
          1.    PDAs (Personal Digital Assistant) คือคอมพิวเตอร์แบบพกพาขนาดเล็กที่รู้จักกันทั่วไปได้แก่ Pocket PC กับ Palm เครื่องมือสื่อสารในกลุ่มนี้ยังรวมถึง PDA Phone นอกจากนี้ยังหมายถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กอื่นๆอีก เช่น Lap Top, Note Book และ Tablet PC
          2.   Smart Phones คือโทรศัพท์มือถือที่บรรจุเอาหน้าที่ของ PDA เข้าไปด้วยเพียงแต่ไม่มี Stylus แต่สามารถลงโปรแกรมเพิ่มเติมเหมือนกับ PDA และ PDA phone ได้ข้อดีของอุปกรณ์กลุ่มนี้คือมีขนาดเล็กพกพาสะดวกประหยัดไฟและราคาไม่แพงมากนัก                
           3. IPod, เครื่องเล่น MP3 คือ เครื่องเสียงแบบพกพาที่สามารถรับข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ด้วยการต่อสาย USB หรือ รับด้วยสัญญาณ Bluetooth สำหรับรุ่นใหม่ๆมีฮาร์ดดิสก์จุได้ถึง 60 GB. และมีช่อง Video Out และมีเกมส์ให้เลือกเล่นได้อีกด้วย
การประยุกต์ใช้กับการศึกษา M-Learning         
ปัจจุบันได้มีการพัฒนาประสิทธิภาพของโทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่อรองรับการบริการด้านต่างๆเพิ่มมากขึ้นรวมถึงทางด้านการศึกษาของไทยเนื่องจากโทรศัพท์มือถือในปัจจุบันมีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา สะดวกต่อการพกพาติดตัวไปไหนมาไหนตลอดเวลาจนกระทั่งเกิดการพัฒนาโปรแกรมการเรียนการสอนผ่านโทรศัพท์มือถือ M-Learning (Mobile Learning) ซึ่งเป็นการเรียนการสอนหรือบทเรียนสำเร็จรูป
การสอนที่นำเสนอผ่านโทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์แบบพกพาโดยอาศัยเทคโนโลยีเครือข่ายไร้สายที่สามารถต่อเชื่อมจากเครือข่ายแม่ข่ายผ่านจุดต่อแบบไร้สาย แบบเวลาจริงอีกทั้งยังสามารถปฏิสัมพันธ์กับโทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์แบบพกพาเครื่องอื่นได้โดยใช้เทคโนโลยีดิจิตอล เช่น Bluetooth เพื่อสนับสนุนการทำงานร่วมกัน
ข้อดีของ M-Learning
-   มีอิสระที่จะเลือกเรียนรู้ และรับรู้
-    ไม่มีข้อจำกัดด้านเวลา สถานที่ ในการเรียนรู้
-    มีแรงจูงใจต่อการเรียนรู้มากขึ้น
-   ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ได้จริง
-     ด้วยเทคโนโลยีของ M - Learning ทำให้เปลี่ยนสภาพการเรียนจากที่ยึดผู้สอนเป็นศูนย์กลางไปสู่การมีปฏิสัมพันธ์โดยตรงกับผู้เรียนจึงเป็นการส่งเสริมให้มีการสื่อสารกับเพื่อนและผู้สอนมากขึ้น
ข้อจำกัดของ M-Learning
-    ขนาดของความจุ Memory และขนาดหน้าจอที่จำกัดอาจจะเป็นอุปสรรคสำหรับการอ่าน ข้อมูล แป้นกดตัวอักษรไม่สะดวกรวดเร็วเท่ากับคีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ
-     การเชื่อมต่อกับเครือข่ายยังมีราคาที่ค่อนข้างแพงและคุณภาพอาจจะยังไม่น่าพอใจนัก
-   ความแข็งแรงของเครื่องยังเทียบไม่ได้กับคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ

สมาชิกกลุ่ม
นางสาวดารินทร์ เรืองทองดี            534116236
นายประสิทธิ์พร   มาตรพรหม           534116221
นางสาวสุดารัตน์ คำโคตรสูนย์         534116234
นางสาวสุนันท์     อ่อนอ่ำ                 534116236
นางสาวเจนจิรา   ปุ่มเพชร                534116250

หมู่เรียน  53/25


E-Learning


E-Learning มีพัฒนาการมาจากการศึกษาทางไกลผ่านระบบไปรษณีย์ (Home-study Program) เป็นการศึกษาที่เหมาะสมกับผู้ที่ต้องการเรียนที่บ้านหรืออยู่ห่างไกลสถานศึกษา ต่อการเรียนรู้แบบนี้ต้องปัญหาในการติดต่อสื่อสาร ซึ่งใช้เวลานานและบางครั้งเกิดสูญหายระหว่างทางส่งข้อมูล เมื่อปี ค.ศ. 1960 มีการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการศึกษา จึงนำคอมพิวเตอร์และโสตทัศนวัสดุมาใช้ประกอบการเรียนการสอน เช่น เทปบันทึกภาพ เทปบันทึกเสียง ต่อมาเป็นการใช้ซีดี-รอม ในวงการศึกษาเรียกว่า CAI และ CBT ในการฝึกอบรมของวงการธุรกิจและอุตสาหกรรม ต่อมาในปี ค.ศ. 1990 มีการใช้อินเทอร์เน็ต จึงมีการพัฒนาการเรียนการสอนผ่าน World Wide Web ที่เรียกว่า Web-based education หรือ Web-based instruction  และทำให้เกิดการเรียนการสอนแบบ e-Learning
                e-Learning เป็นรูปแบบการเรียนที่ตอบสนองการเรียนรู้ในลักษณะทางไกล ผู้เรียนสามารถศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเองได้ ไม่จำเป็นต้องเดินทางมาเรียนในห้องเรียนของสถานศึกษา และยังสามารถสั่งพิมพ์เอกสารที่ใช้ในการศึกษาได้ด้วยตนเอง โดยผู้เรียนจะต้อง ศึกษาเนื้อหาจาก e-Learning Courseware

ลักษณะสำคัญของ E-learning มีดังนี้
                1.  Anywhere, Anytime and Anybody คือ เป็นการเรียนตามอัธยาสัย สามารถใช้งานได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่จำเป็นต้องเรียนรู้ผ่านทางระบบอินเทอร์เน็ต
                2.  Multimedia เป็นสื่อการเรียนการสอนแบบผสมผสาน โดยการนำเสนอผ่านเว็บ
                3.  Non-Linear เป็นการเรียนการสอนที่ผู้เรียนไม่จำเป็นต้องเรียนตามหน่วยการเรียนรู้ สามารถเลือกเรียนเนื้อหาตามความต้องการของตนเองได้
                4.  Interactive  ทำให้ผู้เรียนกับวิทยากรสามารถติดต่อกันได้ ผ่านทางผ่านระบบเมล์ ICQ, Microsoft Messenger และสมุดเยี่ยม

ประเภทของ E - Learning
                1. แบบการสอน (Instruction)
                2. แบบสอนซ่อมเสริมหรือทบทวน (Tutorial)
                3. แบบฝึกหัดและฝึกปฏิบัติ (Drill and Practice)
                4. แบบสร้างสถานการณ์จำลอง (Simulation)
                5. แบบสร้างเป็นเกม (Game)
                6. แบบการแก้ปัญหา (Problem Solving)
                7. แบบทดสอบ (Test)
                8. แบบสร้างสถานการณ์เพื่อให้ค้นพบ (Discovery)

               
รูปแบบการนำเสนอผลงานหรือบทเรียน แบ่งได้ 2 รูปแบบใหญ่ๆ คือ
-                    การนำเสนอในลักษณะ Web Based Learning
-                    การนำเสนอในลักษณะ E-Learning

Web Based Learning (WBL) เป็นรูปแบบของการศึกษาที่ใช้เทคโนโลยีเว็บเพจเป็นสื่อในการนำเสนอ สามารถแบ่งลักษณะของเนื้อหาที่นำเสนอได้ 3 รูปแบบใหญ่ คือ
1.             Text Online เป็นลักษณะของเว็บไซต์ WBI ที่นำเสนอด้วยข้อความทั้งที่อยู่ในรูปของ Text หรือเอกสาร PDF หรือ PPT เพื่อให้ดาวน์โหลดไปเรียกดู เช่นเว็บไซต์ www.school.net.th/library,
www.uni.net.th
2.             Low Cost Multimedia Online เป็นเว็บไซต์ WBI ที่ผู้เรียนสามารถเข้าไปศึกษานำเสนอด้วยสื่อต่างๆ โดยไม่ต้องเข้าระบบ  เช่น เว็บไซต์ www.kradandum.com/classroom/index.htm
3.             Full Multimedia Online จัดเป็น WBI ที่ใช้เทคโนโลยีมัลติมีเดีย และ Web Programming มาควบคุมการนำเสนอ เช่น ระบบสมาชิก, ระบบทดสอบและรายงานผล แต่ยังขาดระบบติดตาม, ตรวจสอบและรายงานผลการใช้งานและบริหารจัดการเนื้อหา เช่นเว็บไซต์  www.thaiwbi.com
               
การประยุกต์ใช้ E-Learning กับการศึกษา
1.             คอมพิวเตอร์ช่วยสอน ซึ่งเรียกว่าบทเรียน CAI เป็นบทเรียนสำเร็จรูปที่ประกอบด้วยสือหลากหลายชนิด เหมาะกับการศึกษาด้วยตนเอง และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถโต้ตอบ กับบทเรียนได้ตลอด
2.             การเรียนการสอนโดยใช้เว็บเป็นหลัก เป็นการนำเอาสื่อการเรียนการสอนที่เป็นเทคโนโลยี ผู้เรียนสามารถเรียนได้ทุกสถานที่และทุกเวลา ได้แก่
-                   การเรียนการสอนผ่านเว็บ (Web-based Instruction)
-                   การฝึกอบรมผ่านเว็บ (Web-based Training)
-                   การเรียนการสอนผ่านเวิล์ดไวด์เว็บ (www-based Instruction)
-                   การสอนผ่านสื่อทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-learning)
3.             อิเล็กทรอนิกส์บุ๊ค (E-Book ) คือ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้เรียนสามารถเข้าไปการศึกษาได้ตามความต้องการและสภาพของตนเอง e-Book สามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของเนื้อหาได้
4.             ระบบวิดีโอออนดีมานด์ (Video on Demand) เป็นระบบใหม่ที่สามารถเลือกรายการวีดีทัศน์ที่ตนเองต้องการชม โดยไม่มีข้อจำกัดด้านเวลา ผู้เรียนสามารถเลือกเรียน ในสิ่งที่ตนเองต้องการเรียนหรือสนใจได้
5.             การสืบค้นข้อมูล (Search Engine) ปัจจุบัน www. เป็นฐานข้อมูลในอินเทอร์เน็ตที่ใช้วิธีการสืบค้นข้อมูล เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ประกอบในการทำเอกสารรายงานต่างๆ ได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว 
6.             อินเทอร์เน็ต เป็นเครือข่ายที่มีผู้ใช้งานกระจายกันอยู่ทั่วโลก มีประโยชน์ในการสร้างสื่อ CAI E – Learning E-book และการค้นคว้า เผยแพร่ข้อมูลทางการศึกษา

ข้อดีของ E - Learning
1.  เอื้ออำนวยให้กับการติดต่อสื่อสารที่รวดเร็ว
                2. ผู้เรียนและผู้สอนไม่ต้องการเรียนและสอนในเวลาเดียวกัน
                3. ผู้เรียนและผู้สอนไม่ต้องมาพบกันในห้องเรียน
4. e-Learning  ตอบสนองความต้องการของผู้เรียนและผู้สอน ในด้านเวลาและระยะทาง
                5. e-Learning ช่วยให้การจัดการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ข้อจำกัดของ E - Learning  
         1.  การออกแบบ/รูปแบบ e - Learning มีผลต่อความสนใจของผู้เรียนได้ หาก e – Learning ไม่มีความน่าสนใจ จะมีผลต่อประสิทธิภาพของผู้เรียนและผู้สอน
        2 .  ไม่สามารถรับรู้ความรู้สึก ปฏิกิริยาที่แท้จริงของผู้เรียนและผู้สอน
        3.   ไม่สามารถสื่อความรู้สึก อารมณ์ในการเรียนรู้ได้อย่างแท้จริง
        4.    ผู้เรียนและผู้สอน มีความรู้ในการใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต
        5.     ผู้เรียนบางคน ไม่สามารถศึกษาด้วยตนเองได้


สมาชิกกลุ่ม
นางสาวดารินทร์ เรืองทองดี            534116236
นายประสิทธิ์พร   มาตรพรหม           534116221
นางสาวสุดารัตน์ คำโคตรสูนย์         534116234
นางสาวสุนันท์     อ่อนอ่ำ                 534116236
นางสาวเจนจิรา   ปุ่มเพชร                534116250
หมู่เรียน  53/25